มองชีวิต แบบ “สนธิญาณ” มุ่งสู่การใช้ชีวิตอย่าง “มีสติ”

ชีวิตคือการเดินทาง 1
หลายคนมี นิยาม ไม่เหมือนกัน แต่ ความจริง ของทุกชีวิตคือการเดินทางที่ไม่เคยมีที่สิ้นสุด และ เราทุกคน ก็ไม่เคยสำนึก และ ฟังคำสั่งสอนของ “พระพุทธเจ้า” ที่เรากราบไหว้ และยึดถือเป็นศาสดา เราเดินทางของเราไปตามใจ และ กิเลสที่บงการ ไม่ต้องพูดถึงคนที่ไม่รู้หรือคนที่ไม่เคยฟัง เพราะแม้แต่คนที่รู้หรือคนที่ฟังว่า “พระพุทธเจ้า”สอนอะไร ยังแพ้ใจและกิเลสอยู่เนืองๆ จิตเราจะเวียนว่ายตายเกิดไปไม่มีที่สิ้นสุด ตามผล”กรรม”ที่เรากระทำไว้ทั้งกาย วาจา ใจ ไม่ว่าดีหรือชั่ว เมื่อ เกิดเป็นคน นั่นสำคัญที่สุด เพราะมีกายสังขาร ที่ทำให้เราเลือกทำได้ทั้ง “กรรมดีกรรมเลว” และ ที่สำคัญคือ สามารถ ทำให้ตัวเองสิ้นสุดการเดินทาง คือ พ้นทุกข์ ได้
ในขณะที่ภพภูมิอื่นเมื่อเสวยสุขก็สุขอย่างเดียวจนลืมเลือนความจริง เมื่อ เสวยทุกข์ ก็ทุกข์แสนสาหัสจนไม่รู้ว่าความสุขเป็นอย่างไร เดรัจฉาน แม้มีทั้งสุขและทุกข์แต่ “สติ” ไม่แจ่มใสที่จะนำพาตัวเองไปให้พ้นทุกข์
ชีวิตคือ การเดินทาง แต่เป็นการเดินทางลอยไปตามกระแสคลื่นของกิเลสเหมือนใบไม้ลอยน้ำ ลอยไปไม่มีที่สิ้นสุด
ชีวิตคือการเดินทาง แต่จะว่ายทวนกิเลส เหมือนปลาว่ายทวนน้ำ มีจุดหมายปลายทางที่ต้นน้ำ
เราจะเลือก “เป็นใบไม้ หรือ เป็นปลา” เตือนตัวเองไว้…!!!!!

ชีวิตคือการเดินทาง 2
แม้เลือกเป็น ปลา !!!! ก็ขอให้รู้ว่าปลาว่ายน้ำได้โดยสัญชาตญาณ แต่ สิ่งที่พึงระลึก คือ สัญชาตญาณของมนุษย์นั่นกลับตรงกันข้าม กิเลส ยั่วยวนอยู่ตลอดเวลา ตา หู จมูก ลิ้น กาย นั่นมันเอา รูป เสียง กลิ่น รส ความรู้สึกสัมผัส มาก่อกวนอารมณ์จิตใจเราอยู่ตลอดเวลา เราจึงมี โลภ โกรธ อยู่ตลอดเวลา ส่วนความ หลง มันติดอยู่ใน จิต เกิดมาก็ติด หลงแล้วตั้งแต่ ยึดว่าร่างกาย นี้เป็นของเรา ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของเรา อารมณ์เราจึงจมอยู่กับ โลภ ไม่ได้ดังใจก็โกรธ หนักเข้าก็ผูกใจตัวเองให้เป็นทุกข์ฟูมฟาย คร่ำครวญ ทั้งๆที่ แค่ ทำความเข้าใจว่า “ความจริง” คืออะไร? เท่านั่น “ทุกข์” ก็จะพลันมลาย เพราะใจไม่ไม่ยึดเสียแล้ว

ความจริงคือ??? “พระพุทธเจ้า” สอนว่า “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” แปลง่ายๆว่า ทุกสิ่งไม่จริง ที่เห็น ที่ได้ยิน ที่ได้กลิ่น ที่ได้รส ที่ได้รู้สึก มันไม่มีอยู่จริง เดี่ยวมันก็แปรเปลี่ยนไป มันตั้งคงดำรงค์อยู่ไม่ได้ ย้ำแม้แต่ร่างกายเราเอง
ทวน..สัญชาตญาณที่สร้าง กิเลส ด้วยความเข้าใจและปล่อยวาง สิ่งที่เข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย วิธีทำอย่างไร???

ชีวิตคือการเดินทาง 3
การเดินทางที่แท้จริงของชีวิต คือ “การปล่อยวาง” เป็นคำพูดง่ายๆแต่ “โคตรจะทำยาก” เพราะเมื่อเกิดมาก็ถูกพันธนาการด้วยความหลง ด้วยว่า ร่างกาย นี้เป็นของเรา จากนั้นก็หลงต่อด้วยเป้าหมายจอมปลอม

เป้าหมาย เรียนให้สูง ทำงานดีๆ มีเงินมีทอง หรือมีที่หลงมากหลงลึกไปกว่านั่น คือ “หลง” เป็นคนมีอุดมการณ์ เป็นคนดี เป็นคนมีธรรมะฯลฯ ทั้งสิ้นทั้งปวงเมื่อเรายึดไว้มันก็กลายเป็น “ความทุกข์” เป็น”ทุกข์ท่ีไม่รู้ตัว มันเกาะกินอารมณ์เราทีละนิดละหน่อย เมื่อมีอะไรเข้ามากระทบด้วยการที่เรา ไม่ได้ดังใจ

“การปล่อยวาง” คือ การรู้เท่าทันความหลงอันจอมปลอมทั้งหลาย รู้แล้วยังก็ทำใจยากถึงยากมาก ทำไงดี???
ลองฝึกดูลมหายใจตัวเองสิ ทำทั้งในขณะที่ใช้ชีวิตในเวลาปกติที่นึกได้หรือทำแบบฝึก “สมาธิสติมาปัญญาเกิด” พระพุทธองค์สอนไว้ มันคือ เมื่อเราดูลมหายใจบ่อยๆๆๆๆ สติมันก็บังเกิด สติเกิดใจก็ว่าง พอมันว่าง ปัญญาก็จะเกิด ปัญญาที่ว่าถ้าใจคิดพิจารณา เรื่องทางโลกทั่วไปคำตอบมันก็จะวิ่งปรู๊ดปร๊ายขึ้นในหัว แต่ถ้าใจคิดพิจารณาในเรื่อง “สัจจะ” ความจริงของชีวิตว่าเราเกิดมาทำไม เมื่อท้ายที่สุดก็ต้องเดินไปสู่ความตาย คำตอบก็จะค่อยๆได้มา แล้วมันจะนำพาไปสู่การเปลี่ยนอุปนิสัยของเราใจเย็นลง ไม่ขี้โกรธ ไม่จำเป็นออกตัวหรืออธิบายเวลาใครด่าว่า รักเมตตาชีวิตอื่นทั้งเพื่อนมนุษย์และสัตว์ร่วมโลกทั้งหลาย นิ่งดูลมหายใจบ่อยๆ จิตใจก็เริ่มคลี่คลาย ความสุข จาก ไม่ทุกข์ ก็จะติดตามมา กลายเป็นคนใหม่ และถ้ายิ่งดูลมหายใจต่อไปเรื่อยๆจนจับลมหายใจได้อย่างละเอียด!!!!!

ผลที่ตามมา จะส่งผลถึงชาติหน้า จะส่งผลอย่างไร ???

ชีวิตคือการเดินทาง 4
ชีวิตเลือกเกิดได้ แต่ต้องตายให้เป็น ได้ยินกันมาจนคุ้นหูว่า ชีวิตเลือกเกิดไม่ได้ ถ้าจะบอกว่า เกิดเลือกได้ จะเชื่อไหม???
เพราะเราเห็นแต่ชีวิตเฉพาะหน้า เราจึงคิดแต่เรื่องเฉพาะหน้า พระพุทธเจ้า สอนให้เรารู้ว่า ชีวิตของเรานั่นมันไม่ได้สั้นนะแต่ยาวไปไม่มีสิ้นสุดใน วัฏฏะสงสาร เวียนเกิดเวียนตายไม่มีสิ้นสุดเพราะเราเกิดเป็นคน มีรูป (ร่างกาย) นาม(กระบวนการทางความคิดคือ วิญญาณรู้ สัญญาจำได้หมายรู้ เวทนาความรู้สึก สังขารการปรุงแต่ง) หรือขันธ์5 ที่หลงติด คิดปรุงแต่งแต่กิเลส เราจึงเห็นแต่ ชีวิตเฉพาะหน้า แม้เรามีความคิด แต่ก็คิดแค่ หล่อไหม สวยไหม รวยไหม ???? และอยากได้โน่นได้นี่มาบำรุงบำเรอร่างกาย ทั้งของภายนอกกายไปจนถึงเพศรส ไม่ได้ก็โกรธ โมโห หรือบางอย่างไม่อยากเจอ พอเจอก็ไม่พอใจ ไอ้ท่ีมีอยู่แล้วก็อยากได้เพิ่มไม่ได้ก็ร้อนรุ่มกลุ้มใจ
แต่ทั้งหมดเป็นความจริงเป็นของจริงของชีวิตไหม? นั้นเป็นเรื่องที่ต้องคิดๆๆๆๆให้ลึก!!!!

“กรรม” เป็นเครื่องนำพาชีวิตของ “ทุกชีวิต”
กรรมที่มาจากความคิด คำพูด และการกระทำของร่างกาย ไม่ว่าดีหรือชั่ว นี่แหละ คือ “เครื่องมือการเดินทางของชีวิต” ทั้งในปัจจุบันถ้ากรรมนั่นเป็นกรรมหนัก หรือ กรรมทำซ้ำๆ และกรรมที่จะส่งผลในอนาคต โดยเฉพาะกรรมท่ีจะทำให้ไป เกิดใหม่ ซึ่งจะบังเกิดขึ้นขณะจะ สิ้นลมหายใจ อันเรียกว่า “อาสันนกรรม” ณ เวลานั้น ณ เวลาจะสิ้นใจจะเกิด “กรรมนิมิต” ขึ้น นั่นคือที่เราทำอะไรไว้ก็จะบังเกิดขึ้นในความคิด ไม่ว่าดีหรือชั่ว หากทำดีมากกว่าและทำบ่อยทำถี่ทำมาจนถึงเวลาสิ้นใจ “กรรมนิมิต” นั้นก็จะเกิดขึ้นในห้วงความคิด ก็จะส่งผลให้ไปเกิดใหม่สู่สุคติ นั่นคือเป็น เทวดา หรือว่า มนุษย์ ในทางกลับกันถ้าทำชั่วทุคติเป็นที่ไป เดรัจฉาน เปรตอสุรกาย สัตว์นรก เป็นที่ไป

ชีวิตในช่วงการเป็นคนนั้นสั้นนัก ส่วนชีวิตในภูมิอื่นยกเว้น “เดรัจฉาน” แล้ว ยาวนานเป็นหมื่นเป็นแสนล้านเท่า อย่างนี้พอพูดได้ไหมว่าเราเลือกเกิดได้ ในชาติต่อไป ถ้าเลือกตายให้เป็น

ด้วยรักถึงกัลยาณมิตร ๒๐ ปีที่ พ่อแม่ ครูอาจารย์สอนสั่งมา ก็นำพามาเล่าต่อให้เพื่อนทั่งหลายที่มีบุญ !!!!! ย้ำถ้ามีบุญก็จะหนุนส่งให้นำไปสู่การรับฟัง คำสอนของ “พระพุทธเจ้า” อันจะนำไปสู่สิ่งที่ดีสำหรับกัลยาณมิตรทุกคน!!!!

แหล่งที่มา : http://www.tnews.co.th/contents/345129

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *