การเลี้ยงด้วงสาคูในกะละมัง สร้างรายได้หลักหมื่นต่อเดือน !!!!

“ด้วงสาคู” จัดว่าเป็นสัตว์เศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่ง ที่มีผู้เพาะเลี้ยงเพื่อการพาณิชย์เป็นจำนวนมาก มีทั้งยึดเป็นอาชีพหลัก และอาชีพเสริม เนื่องจากด้วงสาคู หรือแมงหวังนั้น จำหน่ายในราคาสูง อยู่ที่กิโลกรัมละ 250-300 บาท สร้างเม็ดเงินให้แก่ผู้เพาะเลี้ยงได้เป็นอย่างดี จนบางรายจากที่เลี้ยงเป็นอาชีพเสริมก็ยึดเป็นอาชีพหลัก อย่าง “สังวรณ์ มะลิวรรณ” วัย 48 ปี เกษตรกรชาวสวนยางพาราบ้านหูแร่ ต.ทุ่งตำเสา อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่ผ่านการลองผิดลองถูกหลายครั้ง จนลงเอยด้วยการเลี้ยงในกะละมังพลาสติกสร้างรายได้เสริมอย่างงาม

วัสดุอุปกรณ์ในการเลี้ยง

1.แป้งสาคู ได้จากต้นสาคูที่มีอยู่ทั่วไปในท้องถิ่น สาคูที่ใช้เลี้ยงด้วงได้ดีจะต้องเป็นสาคูที่เริ่มออกดอก หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าต้นที่แตกเขากวาง เพราะเป็นช่วงที่สะสมแป้งในลำต้น พร้อมสำหรับการให้ผลผลิตและตายในที่สุด ต้นสาคูก่อนหรือหลังระยะที่แตกเขากวาง พ่อแม่พันธุ์จะไม่ลงตัวด้วง (พ่อแม่พันธุ์จะไม่วางไข่) การนำแป้งสาคูที่ได้มาใหม่เลี้ยงด้วงสาคูนั้นไม่สามารถทำได้เนื่องจากมีความร้อนและมียาง เพราะพ่อแม่พันธุ์ไม่ให้ตัวอ่อน หากให้ตัวอ่อนก็จะตาย เพราะด้วงสาคูไม่ชอบอาหารที่ร้อนและมียางผสม ดังนั้นจึงต้องนำต้นสาคูแช่น้ำหรือวางทิ้งให้ตากแดดตากฝนก่อนประมาณ 7 วัน จึงนำมาบดเพื่อเลี้ยงด้วงต่อไป

2.พ่อแม่พันธุ์ พ่อแม่พันธุ์ด้วงที่ทำการเลี้ยงอยู่ในปัจจุบันได้จากการเพาะเลี้ยงเอง การเพาะเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ยากหรือไม่? ไม่ยาก โดยการคัดด้วงที่มีขนาดโตเต็มที่และสมบูรณ์ การเลี้ยงเพื่อทำพ่อแม่พันธุ์สามารถทำได้ดังนี้

– นำด้วงที่คัดแยกได้ตามต้องการ เพื่อให้คุ้มทุนต้องเลี้ยงอย่างน้อย 100 ตัว
– นำสาคูบดแล้ววางสลับกับไยมะพร้าวเป็นชั้นๆหลายๆชั้น ในกะละมัง
– นำตัวมาปล่อยลงไปในกะละมังที่ใส่อาหารและใยมะพร้าว
– นำเอาเปลือกต้นสาคูมาปิดคลอบ ปิดฝาทับ ไม่ให้มีน้ำเกิน 5 % เพราะจะทำให้ด้วงไม่เข้าดักแด้ และจะตายในที่สุด
3.กะละมังพร้อมฝาปิด มี 2 ขนาด คือขนาดเล็ก กว้าง 40 เซนติเมตร ยาว 20 เซนติเมตร และขนาดใหญ่ กว้าง 80 เซนติเมตร สูง 20 เซนติเมตร หากเลี้ยงไม่มากแนะนำให้ใช้กะละมังเล็ก เพราะหากผิดพลาดจะไม่สูญเสียค่าใช้จ่ายมากนัก แต่หากชำนาญแล้วและมีพื้นที่มาก มีเวลาหรือเลี้ยงด้วงอย่างเดียวสามารถใช้กะละมังขนาดใหญ่ได้
4.หัวเชื้อจุลินทรีย์ ช่วยปรับสมดุลจากการเน่าของอาหารในกะละมังที่เกิดแก๊สไม่ให้ร้อนเกินไป
5.กากน้ำตาล เป็นอาหารของจุลินทรีย์
6.ผู้เลี้ยงบอกว่าอาหารที่เป็นส่วนผสม ได้ทดลองมาหมดแล้ว ทั้งอาหารไก่ อาหารหมูเล็ก อาหารปลา และอาหารหมูใหญ่ ไม่มีอาหารชนิดใดเทียบเท่าอาหารหมูใหญ่ได้ ทั้งอัตราการเจริญเติบโต การเกิดหนอนอย่างอื่นที่ไม่ใช่ด้วง และที่สำคัญอัตราการตายของด้วงอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำ

การเลี้ยงและการดูแลรักษา

การผสมอาหารเลี้ยงด้วงสาคู
1. แป้งสาคูที่บดแล้ว 1 ปีบ ผสมกับหัวเชื้อจุลินทรีย์ 1 ช้อนโต๊ะ กากน้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ อาหารหมูใหญ่ 0.5 กิโลกรัม น้ำประมาณ 2 ลิตร
2.นำมาใส่ในกะละมัง
3.หมักตั้งไว้ 2-3 ชั่วโมง ถ้าไม่หมักด้วงจะลงไปอาศัยอยู่ด้านล่างและกินอาหารได้ไม่ดี จึงต้องหมักอาหารไว้ 2-3 ชั่วโมง

การเลี้ยงด้วง

เมื่ออาหารที่เตรียมพร้อมแล้ว นำพ่อแม่พันธุ์ 4-5 คู่ มาปล่อย ให้สังเกตตัวผู้งวงข้อที่ 1 มีขนขึ้นชัดเจน ส่วนแม่พันธุ์ไม่มี ตัวผู้หรือพ่อพันธุ์จะมีขนาดเล็กกว่าแม่พันธุ์ จุดคุ้มทุนของการเลี้ยง การเลี้ยงหากใส่พ่อแม่พันธุ์มากเกินไปไม่ได้เป็นผลดี เนื่องจากเป็นการเพิ่มต้นทุนของพ่อแม่พันธุ์ ด้วงที่ได้มากเกินไปทำให้อาหารไม่พอ ส่งผลให้ด้วงมีขนาดที่แตกต่างกันมากเกินไป หลังจากปล่อยพ่อแม่พันธุ์ 10-15 วัน ให้จับขึ้นมาจากกะละมัง จะเห็นว่าตัวด้วงจะมีขนาดเท่าหัวไม้ขีดไฟ

ตัวด้วงขนาดหัวไม้ขีดไฟจะเจริญเติบโตไปเรื่อยๆ ไม่ต้องดูแลอะไรมาก ยกเว้น ความชื้นต้องรักษาให้ได้ ประมาณ 70-80 % หากอาหารมีความชื้นมากเกินไปจะทำให้พ่อแม่พันธุ์ตาย หรือไข่ที่ออกมาไม่ฟักเป็นตัวด้วงและตายในที่สุด หรือแม่พันธุ์อาจจะไม่ว่างไข่ หากความชื้นน้อย ด้วงจะมีขนาดเล็ก(หลังจากที่นำพ่อแม่พันธุ์ออกแล้ว) ปริมาณความชื้น 70-80 % (ทดสอบด้วยการกำอาหารเป็นก้อนและมีน้ำไหลออกระหว่างนิ้วมือเล็กน้อย) ตัวด้วงจะเจริญได้ดี ให้น้ำหนัก จำนวนที่มาก (200 ตัว/กก.) อัตราการตายน้อย ไม่เพิ่มอาหารใหม่หรือเสริมอาหารใหม่เข้าไปหลังจากเลี้ยงในกะละมัง เพราะอาหารใหม่จะมีความร้อนสูงทำให้ด้วงไม่กินอาหาร ตัวเล็กและตายในที่สุดต้องดูแลเรื่องของความชื้นให้ได้ 70-80 % อยู่เสมอ กำจัดแมลงศัตรูไม่ให้เข้ามารบกวน ห้ามใช้สารฆ่าแมลงในขณะที่พ่อแม่พันธุ์วางไข่เพราะจะทำให้พ่อแม่พันธุ์ไม่วางไข่หรือไข่จะลีบ ต้องนำพ่อแม่พันธุ์ออกจากกะละมังเพาะไม่เกิน 15 วัน

การขยายพันธุ์

นำด้วงที่คัดแยกได้ตามต้องการแล้ว เพื่อให้คุ้มทุนต้องเลี้ยงอย่างน้อย 100 ตัว นำสาคูบดวางสลับกับใยมะพร้าวเป็นชั้นๆ ในกะละมัง นำตัวมาปล่อยลงไปในกะละมังที่ใส่อาหารและใยมะพร้าวไว้แล้วนำเอาเปลือกต้นสาคูมาปิดคลอบไว้แล้วใช้ฝาปิดทับอีกที ห้ามให้มีน้ำเกิน 5 % เพราะจะทำให้ด้วงไม่เข้าดักแด้ แล้วตัวด้วงจะตายในที่สุด หนอนด้วงจะเข้าดักแด้ภายใน 20-30 วัน ให้ทำการเก็บฝักดักแด้ออกให้ใช้สาคูบดเพียงอย่างเดียว รอ 5-10 วันตัวเต็มวัยจะเจาะฝักดักแด้ออกมา ให้ตัวเต็มวัยระหว่างตัวพ่อกับตัวแม่ได้ผสมกันประมาณ 5-7 วันสามารถนำไปใช้ในการเลี้ยงได้ ราคาพ่อแม่พันธุ์ 4 บาท/ ตัวหรือ 32-40 บาท/การเลี้ยงหนึ่งครั้ง หรือกะละมังเพาะละ 400 บาท

การจำหน่าย

การจำหน่ายในปัจจุบันสมาชิกจำหน่ายอยู่ 2 ลักษณะคือ
1.ขายปลีก กิโลกรัมละ 300-500 บาท ขายในท้องถิ่นหรือในพื้นที่ใกล้เคียงกัน
2.ขายส่งราคากิโลกรัมละ 250-450 บาท(ส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าจากต่างจังหวัด)
ข้อมูลของพันธุ์ด้วง ด้วงมี 3 พันธุ์ คือ
1.ตัวสีเหลืองส้มจุดหัวดำ ให้ตัวด้วงน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับพันธ์ไต้หวัน ด้วงตัวใหญ่ (170 ตัว/ก.ก.)
2.ตัวสีดำ หัวขีดส้มหรือเส้นสีส้มตามยาวของหัว ให้ตัวด้วงน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับพันธ์ไต้หวัน ตัวใหญ่ (170-190 ตัว/ก.ก.)
3.ด้วงพันธุ์ไต้หวัน เป็นพันธุ์ตัวเล็กที่สุด ให้จำนวนที่มาก น้ำหนักเบา (200 ตัว/กก.)

นอกจากตัวด้วงในอนาคตเราได้อะไรจากการเลี้ยง

1.เศษอาหารที่ใช้เลี้ยงด้วงสามารถนำไปเป็นปุ๋ยให้แก่ต้นพืชหรือนำไปเป็นส่วนผสมของการทำปุ๋ยหมักได้
2.น้ำเยี่ยวด้วง (น้ำขับถ่าย/น้ำปัสสาวะ) เป็นไนโตรเจนนำมาผสมกับน้ำมารดต้นไม้หรือพืชผักทำให้เจริญเติบโตได้ดี และสามารถปรับปรุงคุณภาพของดินให้ดีขึ้น
ปัจจุบันคุณธีระยุทธ แมลงภู่ทอง ผู้นำกลุ่มเลี้ยงด้วงสาคูของ หมู่ที่ 10 ต. ร่อนพิบูลย์ (กลุ่มบ้านหนองบอน) ได้นำส่วนที่เหลือจากการเลี้ยงด้วงมาใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์ในการปลูกพืชผักปลอดสารพิษ จากการทำประมาณ 3-4 ปี สามารถประหยัดปุ๋ยเคมีได้ประมาณ 70-80 % ผลผลิตที่ได้เป็นที่นิยมของตลาดในระดับที่ดีมาก ทำให้ผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด

เรียบเรียง www.arndoo.com , ที่มา rubber.co.th

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *